บทที่ 10 บท 7.2

“ใช่!!” ทั้งสองพูดออกมาพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย โดยการประสานเสียงเหล่านั้นก็ทำให้ชิลินเผลอสะดุ้งตัวเล็กน้อยด้วยอารมณ์ตกใจ ก่อนที่วินาทีต่อมาปลายนิ้วของเขาจะสัมผัสตรงวงกลมสีรุ้ง เพื่อดูสตอรี่ตามคำแนะนำของแก๊งกุมาร

“ว้าว! น่าอร่อยเนอะแม่จ๋า” เป็นอีกครั้งที่แก๊งกุมารพูดออกมาพร้อมกัน เมื่อสตอรี่ล่าสุดที่เจ้าสมุทรลงเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ มันเป็นรูปขนมหวานอย่างฮันนี่โทสต์ที่เปิดขายอยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งละแวกมหาลัย

ซึ่งถ้าหากคนทั่วไปมองรูปของเจ้าสมุทรแบบผ่าน ๆ มันก็คงไม่มีอะไร แต่เพราะชิลินไม่ใช่แบบนั้น… นั่นจึงทำให้เขาทันสังเกตเห็นสีเล็บเจลของคนที่นั่งกินฝั่งตรงข้ามเจ้าสมุทรที่บังเอิญโผล่เข้ามาในกล้องอย่างไม่ได้ตั้งใจพอดี

“ต้องไปกินกับแฟนแน่ ๆ” เพียงแค่เห็นแบบนั้น ชิลินก็พูดในสิ่งที่คิดออกมาทันที จากนั้นเขาก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างแรงด้วยอารมณ์หงุดหงิดใจ ท่ามกลางอาการงุนงงของแก๊งกุมารที่ไม่รู้ว่าชิลินโมโหเรื่องอะไร

“แม่จ๋าใจเย็น ๆ น้า หนูว่าเขาต้องเป็นเพื่อนกันแหละ เชื่อหนู!”

“เพื่อนกันอะไรล่ะ ดูแค่นี้ก็รู้แล้วว่าสองคนนี้ไม่ใช่แค่เพื่อนกัน”

“…”

“พวกเขาสองคนจะต้องเป็นคนรักกันแน่ ๆ เพราะเธอน่าจะเป็นผู้หญิงคนเดียวกันกับที่ฉันเคยเจอตอนเย็นวันนั้น” พูดจบ ชิลินก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างแรงอีกระลอก เมื่อดูเหมือนว่าความขี้สงสัยมากเกินไปของเขา มันจะกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ชิลินต้องเจ็บปวดใจอีกแล้ว

“โอ๋ ๆ นะแม่นะ” เฉาก๊วยที่พยายามจะปลอบโยนให้ชิลินหายจากความเศร้าบอกกันพร้อมใช้มือเล็กลูบผมชิลินเบา ๆ ราวกับเขาเป็นเด็กเล็ก

“ฉันไม่ใช่เด็กแล้วนะ” ชิลินที่เผลอเคลิ้มไปกับสัมผัสของเฉาก๊วยไปชั่วขณะหนึ่งโวยวายกลับไป พลางดันมือเล็กออกจากเส้นผมของตัวเอง จากนั้นเขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูสตอรี่นั้นของเจ้าสมุทรอีกสักรอบ เพื่อที่จะได้ตรวจสอบให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดไปแต่อย่างใด

และพอชิลินเห็นมือปริศนานั้นโผล่เข้ามาในกล้องอีกหน เขาก็ส่งเสียงโอดครวญออกมาอีกครั้งด้วยความเจ็บปวด

“เดี๋ยวนะ โทรศัพท์ของเรามันรวนเหรอ แต่เราเพิ่งซื้อมาเมื่อตอนต้นปีเองนะ” ระหว่างที่ชิลินกำลังนอนโอดครวญกับตัวเองเหมือนอย่างที่เขาชอบทำเสมอ ทันใดนั้นน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความปวดใจในตอนแรกก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นความฉงนแทน เมื่อโทรศัพท์ของเขาได้ขึ้นแจ้งเตือนเป็นชื่ออินสตาแกรมของเจ้าสมุทร

ซึ่งมันก็แจ้งเตือนว่ามีการติดตามใหม่จากบัญชีผู้ใช้ของอีกฝ่าย

“บ—บ้าน่า หรือว่าเจ้าสมุทรเห็นว่าเราส่องวะ” เขาพูดกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก พร้อมกดเข้าไปในการแจ้งเตือนนั้นท่ามกลางสายตาของแก๊งกุมารที่กำลังทำตัวเป็นเด็กเกาะเบาะอยู่ตามร้านเกมที่อยากจะมีส่วนร่วมและต้องการรู้เห็นทุกอย่างไปพร้อม ๆ กับเขา

“ขึ้นปุ่ม Follow back… มันใช่จริง ๆ เหรอวะ” เพื่อความมั่นใจ ก่อนที่ชิลินจะสติแตกไปมากกว่านี้ เขาก็ลองกดออกจากแอปพลิเคชันแล้วกดเข้าไปใหม่อีกครั้งด้วยอาการใจเต้นตุบ ๆ ตามประสาคนที่ไม่อยากให้สิ่งที่เพิ่งเห็นมันเกิดขึ้นจริง

โดยในวินาทีที่ชิลินกลั้นใจกดเข้าไปตรงการแจ้งเตือน เขาก็ต้องเบิกตากว้างและยกมือขึ้นมาปิดปากของตัวเองด้วยความตกตะลึง หลังสิ่งที่เขาไม่คิดว่าเจ้าสมุทรจะทำมัน อีกฝ่ายกลับทำมันจริง ๆ เสียอย่างนั้น

คอยเลื่อนนิ้วเช็กดูว่าใครกดดูสตอรี่ตัวเอง ทั้งที่ตัวเองมียอดผู้ติดตามสูงลิ่วแบบนี้เนี่ยนะ คนปกติที่ไหนเขาจะทำกัน!? นั่นเป็นสิ่งที่อยู่ในหัวของชิลิน หลังเขาไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องทำยังไงต่อในสถานการณ์แบบนี้ ชิลินควรจะปล่อยเบลอไปเลยดีไหม หรือว่าเขาควรจะบล็อกอีกฝ่ายดี

“บล็อกเลยดีกว่า” พอคิดได้แบบนั้น ชิลินก็ไม่รอช้า เขาเตรียมจะกดปุ่มบล็อกเจ้าสมุทรตามที่ใจคิดทันที ทว่ายังไม่ทันที่ชิลินจะได้ทำแบบนั้น ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาฉุกรั้งเขาเอาไว้เสียก่อน เมื่อชิลินกลัวว่าหากเจ้าสมุทรรู้ว่าเขาบล็อกกัน อีกฝ่ายคงจะมาถามแน่

“ถ้าอย่างนั้นก็…” พอคิดว่าตัวเองไม่สามารถบล็อกอีกฝ่ายได้ ชิลินจึงเปลี่ยนจากการที่จะทำสิ่งนั้นเป็นการกดยกเลิกการติดตามของอีกฝ่ายพร้อมรีบเข้าไปตั้งค่าอินสตาแกรมเป็นส่วนตัวแทน หลังก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ทำแบบนั้น เหตุเพราะโดยปกติชิลินก็ไม่ค่อยได้อัปรูปอะไรอยู่แล้ว

“แน่ะ! ยังจะกดส่งคำขอติดตามใหม่มาให้กันอีกนะ ยังไม่รู้ตัวอีกหรือไงว่าไม่ให้กดติดตามไงโว๊ย!”

พอเขาตั้งค่าเป็นสื่อส่วนตัวที่มีแต่เพื่อนสนิทกดติดตามเอาไว้ตั้งแต่แรกเรียบร้อยแล้ว ชิลินก็ต้องส่งเสียงร้องโวยวายออกมาอีกรอบ เมื่อเจ้าสมุทรยังดันทุรังที่จะกดส่งคำขอติดตามเข้ามาในอินสตาแกรมของเขาอีกครั้ง ทั้งที่เขาเพิ่งจะดีดอีกฝ่ายออกไปได้ไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำ

“อุ๊ย! พ่อจ๋าเนี่ยเอาเรื่องเลยน้าแม่ คิก ๆ” นมสดที่เห็นว่าชิลินกำลังโวยวายทั้งอาการหน้าดำหน้าแดงส่งเสียงหัวเราะคิกคักออกมาด้วยความชอบใจ ทำเอาชิลินต้องตวัดสายตาหันไปมองกุมารทองตัวแสบเป็นพัลวัน

“หยุดหัวเราะเดี๋ยวนี้เลยนะ!” เขาออกคำสั่งเสียงจริงจัง ซึ่งนั่นก็ทำให้หน้าที่การหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจตกไปอยู่ในความรับผิดชอบของเฉาก๊วยแทน

“พวกนายหยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ! ถ้าพวกนายยังไม่หยุดส่งเสียงหัวเราะ อาทิตย์นี้ฉันจะไม่แบ่งขนมให้พวกนายกินอีกแล้ว” ชิลินยื่นคำขาดด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าในตอนแรก

โดยคราวนี้วิธีการของเขาก็เห็นผลทันตาเห็น เมื่อเฉาก๊วยนมสดกลัวว่าตัวเองจะไม่ถูกชิลินแบ่งขนมให้กันอีก เพราะโดยปกติเวลาที่ชิลินซื้ออะไรเข้ามากินที่ห้อง เขาก็มักจะแบ่งขนมหวานให้พวกกุมารกินด้วยกันอยู่แล้ว หลังทั้งสองมักจะมานั่งทำท่าน้ำลายสออยากจะมากินขนมด้วยกันอยู่ทุกครั้งไป จนมันกลายเป็นสิ่งที่ชิลินมักจะทำเป็นประจำยามที่เขาซื้ออะไรอร่อย ๆ เข้ามากิน

“หนูจาม่ายหัวเราะแล้วน้าแม่” นมสดที่กลัวว่าตัวเองจะไม่ได้กินขนมจากชิลินอีกรีบบอกกัน พร้อมทำท่ารูดซิปปากให้ชิลินดูหนึ่งหน ทว่าชิลินกลับรู้ดีว่าอีกฝ่ายคงจะสงบปากสงบคำได้ไม่ถึงนาทีหรอก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป